วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หลักการบัญชี 4

องค์ประกอบของงบการเงิน
องค์ประกอบของงบการเงิน เป็นรายการและเหตุการณ์ทางบัญชีตามลักษณะเชิงเศรษฐกิจซึ่งนำมาจัดประเภทและแสดงไว้ในงบการเงิน โดยสามารถสรุปเบื้องต้นได้ดังนี้
องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการวัดฐานะการเงินในงบดุลได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สินและส่วนขอเจ้าของ
องค์ประกอบซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการวัดผลการดำเนินงานในงบกำไรขาดทุนได้แก่ รายได้และค่าใช้จ่าย
ส่วนงบแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน จะสะท้อนถึงองค์ประกอบในงบกำไรขาดทุนและการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในงบดุลอยู่แล้ว
คำนิยามขององค์ประกอบงบการเงิน
สินทรัพย์
1. ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการ
2. ทรัพยากรดังกล่าวเป็นผลของเหตุการณ์ในอดีต
3. ซึ่งกิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากทรัพยากรนั้นในอนาคต
หนี้สิน
1. ภาระผูกพันในปัจจุบันของกิจการ
2. ภาระผูกพันดังกล่าวเป็นผลของเหตุการณ์ในอดีต
3. ซึ่งการชำระภาระผูกพันนั้นคาดว่าจะส่งผลให้กิจการเสียทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
ส่วนของเจ้าของ
1. ส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์ของกิจการหลังจากหักหนี้สินทั้งสิ้นออกแล้ว
รายได้
1. การเพิ่มขึ้นของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาบัญชีในรูปกระแสเข้าหรือง
2. การเพิ่มค่าของสินทรัพย์หรือ
3. การลดลงของหนี้สิน
4. อันส่งผลให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ไม่รวมถึงเงินทุนที่ได้รับจากผู้มีส่วนร่วมในส่วนของเจ้าของ
ค่าใช้จ่าย
1. การลดลงของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาบัญชีในรูปกระแสออกหรือ
2. การลดค่าของสินทรัพย์ หรือ
3. การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน
4. อันส่งผลให้ส่วนของเจ้าของลดลง ทั้งนี้ไม่รวมถึงการแบ่งปันส่วนทุนให้กับผู้ส่วนร่วมในของส่วนเจ้าของ
ที่มา : สุชาติ เหล่าปรีดา.หลักการบัญชี 1 .กรุงงเทพฯ,สนพ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง,2546

หลักการบัญชี 3

งบกำไรขาดทุน (Income Statement)
งบกำไรขาดทุน (Income Statement)
งบกำไรขากทุนเป็นงบหรือรายการที่แสดงถึงการดำเนินงานของกิจการในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่งอาจจะเป็น 1 ปี 3 เดือน 6 เดือนแล้วแต่กิจการนั้นๆได้กำหนดไว้ ถ้าหากรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายก็จะเป็นกำไร แต่ถ้ารายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่ายก็จำกลายเป็นขาดทุนนั้นเอง
ส่วนประกอบของงบกำไรขาดทุน
1. รายได้ (Revenue) หมายถึง ผลตอบแทนที่ธุรกิจได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้านั้นๆ ซึ่งเกิดจากการคำนวณที่แน่นอนของจำนวนเงิน และยังรวมไปถึงรายได้จากการลงทุนการแลกเปลี่ยนสินค้า ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมเช่นกัน โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่
1.1 รายได้โดยตรง เป็นรายได้สัมพัธุ์โดยตรงหรือเกิดจากการดำเนินงานโดยตรงไม่ว่าจะเป็นการขายสิ้นค้าหรือบริการค่างๆ ของกิจการ
1.2 รายได้อื่นๆ เป็นรายที่นอกจากรายได้โดยตรง เช่น เกิดจากขายสินทรัพย์
2. ค่าใช้จ่าย (Expenses) คือต้นทุนสินค้าหรือบริการที่กิจการได้จากไปเพื่อจ่ายไปเพื่อก่อให้เกิดรายได้ และจะรวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดจากการดำเนินการเพื่อนำสินค้ามาขาย
3. กำไรสุทธิ (ขาดทุนสุทธิ) หมายถึง ส่วนที่เกิดจากรายได้ที่มากกว่าค่าใช้จ่ายในระยะรอบบัญชีนั้นๆ แต่ถ้าหากค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ก็ถือว่า ขาดทุนสุทธิ นั้นเอง
ตัวอย่างงบกำไรขาดทุน

หลักการบัญชี 2

งบกำไรสะสม (Retained Earning)
เป็นงบซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงของกำไรสะสมที่เกิดขึ้นระหว่างงวดบัญชีทำหใทราบว่าในการดำเนินงานมีผลกำไรเกิดขึ้นเท่าไหร่ จ่ายเงินปันผลเท่าไหร่ กำไรสะสมยกมาในวันต้นปี และกำไรสะสม ณ วันต้นปี ดังตัวอย่าง

หลักการบัญชี 1

งบดุล (Balance Sheet) หรือ งบแสดงฐานะการเงิน
คือ รายงานทางการเงินที่จัดทำขึ้นเพื่อฐานะการเงินของกิจการ ณ ขณะใดขณะหนึ่งโดยทั่วไปจะแสดงข้อมูลสิ้นสุดวันใดวันหนึ่ง โดยจะแสดงถึงข้อมูลต่างๆ ดังนี้
1. ทรัพยากรต่างๆ ที่กิจการเป็นเจ้าของหรือมีอยู่ มีจำนวนเท่าใด ประกอบด้วยอะไรบ้าง
2. ภาระผูกพันต่อบุคคลภายนอกมีจำนวนเท่าใด ประกอบด้วยอะไรบ้าง
3. ส่วนของเจ้าของกิจการมีจำนวนเท่าใด ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ซึ่งงบดุลจะประกอบไปด้วย 1.สินทรัพย์ 2.หนี้สิน 3.ส่วนของเจ้าของหรือส่วนของผู้ถือหุ้น
งบดุลมีรูปแบบอยู่ 2 แบบคือ
1. แบบบัญชี (Account Form) เป็นรูปแบบที่รายงานสินทรัพย์ไว้ด้านซ้าย ส่วนด้านขวาเป็นข้อมูลหนี้สินและส่วนของเจ้าของ
ตัวอย่าง


ให้สังเกตว่างบดุลข้างต้นนี้จะแสดงชื่อกิจการ ชื่อของรายงาน และวันที่ของงบดุล โดยแสดงสินทรัพย์ 600,000 ไว้ด้านหนึ่ง หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นไว้ด้านหนึ่งรวม 600,00 เท่ากันไว้อีกด้านหนึ่ง งบดุลอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า งบแสดงฐานะการเงิน
2. แบบรายงาน (Report form) เป็นรูปแบบที่รายงานสินทรัพย์อยู่ส่วนบน สำหรับหนี้สินและส่วนของเจ้าของไว้ส่วนล่างของรายงาน
สำหรับหมวดหมู่ในงบดุล ผู้ทำรายการจะต้องรู้จัก ความหมายของแต่ละหมวดหมู่ ซึ่งมีดังต่อไปนี้
1. สินทรัพย์ คือ สิทธิและทรัพยากรที่กิจการมีอยู่ ซึ่งเกิดจากการประกอบการ และสามารถแสดงเป็นตัวเงิน สามารถที่จะให้ประโยชน์ในอนาคต ซึ่งแบ่งออกเป็น
- สินทรัพย์หมุนเวียน หมายถึง เงินสดหรือสินทรัพย์อื่นๆที่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ภายในระยะเวลา 1 ปี หรือ1 รอบระยะเวลาการดำเนินงานตามปกติของกิจการ เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร ลุกหนี้ที่สามรารถชำระภายในรอบระยะเวลาบัญชี สินค้าคงเหลือ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายล่วงหน้าอื่นๆ เช่นค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า
- สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน หมายถึง สินทรัพย์ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปีหรือ 1รอบระยะบัญชีของกิจการ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามาก และมีความถาวร เช่น อาคาร ที่ดิน รวมไปถึงเงินลงทุนในบริษัทอื่นๆ ที่ลงทุนในระยะยาว
การจัดเรียงสินทรัพย์ในงบดุล หลักการโดยทั่วไปในการจัดลำดับก่อนและหลังนี้ พิจารณาการจัดลำดับของสภาพคล่องตัวที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสด (Liquid) ได้ง่ายที่สุดไว้เป็นอันดับแรก แล้วจึงตามด้วยสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องตัวในการเปลี่ยนเป็นเงินสดน้องกว่าไปตามลำดับ
2. หนี้สิน คือ พันธะผูกพันที่บุคคลภายนอกได้แก่เจ้าหนี้มีต่อกิจการอันเกิดจากรายการทางธุรกิจ การกู้ยืมหรือจากเหตุการณ์อื่นๆ ที่จะต้องชำระคืนในภายหน้าด้วยสินทรัพย์หรือบริการ ตัวอย่างของหนี้สินของหนี้สิน เช่น เจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้เงินกู้ ตั๋วเงินจ่าย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
- หนี้สินหมุนเวียน คือ พันธะผูกพันที่ต้องมีการจ่ายชำระคืนแก่เจ้าหนี้ไม่เกิน 1 ปี หรือในรอบระยะเวลาการปฏิบัติงานตามปกติของกิจการ เช่นเจ้าหนี้ทางการค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
- หนี้สินระยะยาว คือ หนี้สินที่มีกำหนดชำระมากกว่า 1 ปี หรือเกินกว่าระยะเวลาการปฏิบัติงานตามปกติของกิจการ เช่น หุ้นกู้ เงินกู้ระยะยาว+
การจัดเรียงในงบดุลนั้น ให้ใช้ระยะเวลาการชำระคืนก่อนหลังเป็นเกณฑ์ในการติดสิน ในการแสดงรายการในงบดุล ห้ามมิให้นำสินทรัพย์หมุนเวียนไปหักลบกับหนี้สินหมันเวียน
3. ส่วนของเจ้าของหรือส่วนของผู้ถือหุ้น คือ สิทธิเรียกร้องหรือส่วนได้เสียที่เจ้าของมีอยู่เหนือสินทรัพย์ หลังจากได้หักสิทธิเรียกร้องที่เป็นของเจ้าหนี้ออกไปแล้ว หรือกล่าวได้ว่าคือสินทรัพย์สุทธิ หรือส่วนที่สินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน (สินทรัพย์ – หนี้สิน = ส่วนของเจ้าของ) ส่วนของเจ้าของนี้ถ้าธุรกิจเป็นบริษัท จำกัด เรียกว่า ส่วนของผู้ถือหุ้น

ความรู้เกี่ยวกับบัญชี เรื่องที่ 6

งวดบัญชีหรือรอบระยะเวลาบัญชี
ก่อที่จะได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการบันทึกในบทต่อๆ ไปนั้น นักศึกษาควรที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า งวดบัญชี หรือระยะเวลาบัญชี เสียก่อน
คำว่า “งวดบัญชี หรือ รอบระยะเวลาบัญชี” (Accounting Period) ของกิจการต่างๆนั้น จะเป็นระยะเวลานวนเท่าใดก็ได้ เช่น งวด 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี แต่จะนานกว่า 1 ปีไม่ได้ทั้งนี้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งงวดบัญชี หรือ รอบระยะเวลาบัญชีในแต่ละงวดหรือในแต่ละรอบนั้น หมายถึง การที่กิจการจะทำการบันทึกรายการค้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในงวดเวลาที่กำหนดจากนั้นก็จะสรุปออกมาว่าในแต่ละงวดเวลานั้นกิจการมีผลกำไรหรือขากทุนอย่างไร และเมื่อถึงวันสิ้นงวดนั้นกิจการมีฐานะการเงินอย่างไร เช่น ในงวด 1 เดือนที่ผ่านมา กิจการมีผลกำไรหรือขาดทุนเท่าไร และในวันสิ้นงวด 1 เดือน กิจการมี สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของคงเหลืออยู่เท่าไรนั้นเอง โดยในการกำหนดงวดบัญชีนี้จะเริ่มต้นวันที่เท่าไรก็ได้ และวันสุดท้ายก็คือ วันสิ้นสุดงวดบัญชีตามที่กำหนดระยะเวลาเป็น 1 เดือน 3เดือน 6เดือน หรือ1 ปี
ปีการเงิน หรือ ปีบัญชี (fiscal Year) ในการกำหนดงวดบัญชีเท่ากับ 1 ปี หรือ 12 เดือนเราก็เรียกงวดบัญชีนั้นว่า ปีบัญชี หรือ ปีการเงิน ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่เท่าไรก็ได้ เช่น 1 ตุลาคม 2540 – 30 กันยายน 2541 เป็นต้น แต่โดยปกติทั่วไปเพื่อความสะดวกและสอดคล้องต่อการเสียภาษีให้แกรัฐบาล กิจการส่วนใหญ่ก็จะกำหนดปีการเงิน หรือปีบัญชี เหมือนกับปีปฎิทิน คือ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี

ความรู้เกี่ยวกับบัญชี เรื่องที่ 5

บัญชีการเงิน และบัญชีเพื่อการจัดการ (Financial Accouting and Management Accounting)
จากจำนวนผู้ใช้งานสารสนเทศทางการบัญชีจำนวนมาก สามารถที่จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ใช้ที่เป็นบุคคลภายใน และผู้ใช้ที่เป็นบุคคลภายนอก โดยจะจัดแบ่งกาบัญชีออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่การบัญชีการเงิน และการบัญชีเพื่อการจัดการ
บัญชีการเงิน (Financial Accounting) เป็นบัญชีที่มีการจัดเตรียมข้อมูลสารสนเทศให้แก่ผู้บริหาร และบุคคลภายนอกองค์กร เช่น นักลงทุน ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ หน่วยงานรัฐบาล เช่น กรมสรรพากร กรมทะเบียนธุรกิจและการค้า ซึ่งบัญชีการเงินนี้จะต้องปฎิบัติตามมาตรฐานการบัญชีและหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป ต้องมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ
นักบัญชีเพื่อการจัดการ (Management Accounting) เป็นข้อมูลสารสนเทศที่จัดทำขึ้นสำหรับบุคลากรภายในองค์กรเพื่อใช้ในการตัดสินใจภายใน เช่น ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้างาน หรือบุคลากรที่มีความต้องการให้ข้อมูลดังกล่าว โดยบัญชีเพื่อการจัดการนี้ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี และหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป รูปแบบและระยะเวลาสำหรับรายงาน ขึ้นอยู่กับความต้องการขององค์กร

ความรู้เกี่ยวกับบ้ญชีเรื่องที่ 4

ประเภทอาชีพของการบัญชี
อาชีพการบัญชีมีหลายประเภท โดยจะแตกต่างกันไปตามชนิดของกิจการ และความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ 3 ประเภท คือ
1. การบัญชีสาธารณะ
(Public Accounting) ได้แก่ การบัญชีของนักบัญชีที่ประกอบอาชีพส่วนตัว รับจ้างทำงานด้านการบัญชีทั่วไป โดยจัดตั้งเป็นสำนักงานขึ้นมาและรับทำงานทางด้านการบัญชีทั่วไป โดยจัดตั้งเป็นสำนักงานขึ้นมาและรับทำงานทางด้านการบัญชี หรือทำงานเกี่ยวกับการสอบบัญชี เริ่มตั้งแต่บันทึกรายงานทางการเงิน จัดทำรายงานทางการเงิน การวางรับบัญชี และการทำงบประมาณให้แก่กิจการใดกิจการหนึ่งโดยเฉพาะ หรืออาจรับเป็นที่ปรึกษาในการยื่นเสียภาษีให้ถูกต้อง
2. การบัญชีงานบัญชีของธุรกิจ (Business Accounting) นักบัญชีเข้าไปทำงานบัญชีของธุรกิจโดยการเป็นพนักงานประจำหรือลูกจ้างซึ่งกิจการจ้างทำงานด้วยความสมัครใจ ผลตอบแทนที่ได้รับคือเงินเดือนประจำ ซึ่งอาจจะเข้าไปทำงานในหน่วยงานธุรกิจ เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนหรือร้านค้าเจ้าของคนเดียว ในตำแหน่งต่างๆ เช่น ผู้อำนวยการบัญชี สมุห์บัญชี ผู้ตรวจสอบภายในและพนังงานบัญชี เป็นต้น
3. การบัญชีสาวนราชการ (Govemmental Accounting) การดำเนินงานของส่วนราชการนั้นไม่ได้แสวงหาผลกำไร การบัญชีของราชการ จึงแตกต่างจากธุรกิจเอกชน กล่าวคือ งานบัญชีของส่วนราชการจะมีหลักฐานการจดบันทึกการรับเงิน การจ่ายเงินไว้อย่างละเอียดและผ่านขั้นตอนตามระเบียบที่กรมบัญชีกลางได้วางไว้ โดยกรมบัญชีกลางได้จัดทำเป็นหนังสือไห้หน่วยงานราชการของรัฐทุกแห่งปฏิบัติตาม